Friday, August 14, 2015

อกหักทำให้เจียนตาย หัวใจถึงกับเต้นอ่อนลงในจังหวะสโลว์ซบ

เคยมีการพูดแบบประชดกันว่า อกหัก ไม่ถึงกับตาย แต่บัดนี้มีการศึกษาอ้างว่า การถูกหักอกอาจเป็นอันตรายยิ่งกว่าที่เชื่อกัน ถึงขนาดที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นไปจริงๆชั่วครู่ได้

นักวิจัยมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม และไลเดน ของเนเธอร์แลนด์ได้พบว่า สมองของเราส่วนที่รับรู้ความเจ็บปวดทางร่างกายและทางอารมณ์ของเราเป็นส่วนเดียวกัน ดังนั้นเมื่อถูกทับถมหนักเข้าก็ทำให้จิตใจปั่นป่วนพลอย ทำให้ร่างกายล้มป่วยไปด้วยได้

ผลของมันต่อระบบประสาทยังทำให้ ผู้นั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ และหากยิ่งรู้สึกชอกช้ำมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งรู้สึกหัวใจเต้นช้าลงเท่านั้น

นักวิจัยได้ทดสอบกับอาสาสมัคร เพื่อต้องการรู้ว่า เมื่อถูกปฏิเสธความรักจะเจ็บช้ำเพียงไร เพราะยังไม่เคยรู้กันมาก่อน ผลปรากฏว่า หัวใจของพวกเขาต่างพากันเต้นอ่อนลงไปตามๆกัน เมื่อรู้ว่าถูกปฏิเสธความสัมพันธ์ ในบางรายยิ่งทรุดลง และกว่าจะกลับคืนดังเดิม ได้ก็ต้องใช้เวลา.

41 ปี ศูนย์บริจาคโลหิต    

ในการทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วย หรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ และการผ่าตัด นอกจากแพทย์และพยาบาลแล้ว “โลหิต” ยังนับเป็น  ตัวช่วยสำคัญในการเติมต่อ   ลมหายใจให้กับทุกชีวิต ซึ่งปัจจุบันแม้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายจะพยายามคิดค้นหาสารอื่น ๆ เพื่อนำไปใช้แทนโลหิต แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้โลหิตจากมนุษย์บริจาคให้แก่กัน  ด้วยเหตุนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย   จึงมีหน้าที่หลักในการจัดหาโลหิต และรับบริจาคโลหิต เพื่อนำไปช่วยชีวิตผู้เจ็บป่วย        
  
เนื่องในโอกาส ครบรอบวันสถาปนา 41 ปี ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 13 ตุลาคม 2553 แพทย์หญิงสร้อยสอางค์ พิกุลสด ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย   ได้กล่าวถึงผลการดำเนินงานของศูนย์บริการโลหิตฯ ว่า จากการที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ทำหน้าที่หลักในการจัดหาโลหิตจากผู้ บริจาคที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนให้มีปริมาณเพียงพอ มีความปลอดภัยและมีคุณภาพสูงสุด เพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลา 41 ปี ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ได้มีการเติบโตและพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ปัจจุบันงานบริการโลหิตของประเทศไทย อยู่ในอันดับ  ต้น ๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากสามารถทำให้มีการบริจาคโลหิต โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ได้ถึงร้อยละ 94 ซึ่งบางประเทศ ในภูมิภาคยังคงมีการซื้อขายโลหิตมากถึงร้อยละ 80 อีกทั้ง ความสามารถในการจัดหาโลหิต ในปัจจุบันเพิ่มขึ้น โดย เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาในกรุงเทพฯ สามารถจัดหาโลหิต ได้ปีละ 2-3 แสนยูนิต แต่ขณะนี้ จัดหาโลหิตได้ปีละ 5 แสนยูนิต และจากเดือนละ 20,000 ยูนิต เพิ่มขึ้นเป็น 40,000-45,000 ยูนิต เพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว    
  
โดยศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ได้มีการวางแผนและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ในการดำเนินการจัดหาโลหิต  เพื่อให้การบริการโลหิต และส่วนประกอบโลหิตเพียงพอใช้สำหรับผู้ป่วยทั้งประเทศตามมาตรฐานขององค์การ อนามัยโลก ปริมาณโลหิตที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วย จำนวนโลหิตที่ได้รับจากการบริจาค ควรจัดหาให้ได้ประมาณร้อยละ  3 ของประชากร สำหรับประเทศไทย ต้องจัดหาให้ได้ประมาณ 1.9 ล้านยูนิต   ปัจจุบันปริมาณโลหิตที่จัดหาได้ในประเทศไทยยังไม่ได้ตามเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจาก ปริมาณโลหิตที่ได้รับบริจาคยังไม่สม่ำเสมอและต่อเนื่องตลอดปี อีกทั้งการขอใช้โลหิตของโรงพยาบาลต่าง ๆ ยังคงเพิ่มขึ้น 8-10% เนื่องจาก  ผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่าง ๆ มีความจำเป็นต้องได้รับโลหิตในการรักษาอยู่เป็นจำนวนมากและผู้ป่วยบางโรคจะ Sk Da Pe Bl Fu ต้องได้รับโลหิตในการรักษาอย่าง ต่อเนื่อง
  
นอกจากการพัฒนางานด้านจัดหาโลหิต การพัฒนางานด้านวิทยาการและเทคโน โลยีต่าง ๆ เพื่อให้การบริการโลหิตแก่ผู้ป่วยมีความปลอด ภัยและได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศแล้ว สิ่งสำคัญที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติมีการพัฒนาและยกระดับขึ้นก็คือ การตรวจคัดกรองโลหิตให้ เป็นมาตรฐานเดียวกัน ตาม นโยบายบริการโลหิตแห่งชาติ ที่เริ่มจากการจัดหาโลหิตในประชากรที่มีความเสี่ยงต่ำ การคัดกรองผู้บริจาคโลหิต และโลหิตที่ได้รับบริจาคทุกยูนิตจะต้องได้รับการตรวจคัดกรองหาเชื้อตาม มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ได้แก่ ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบ บี ไวรัสตับอักเสบ ซี และไวรัส เอชไอวี โดยนำเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองโลหิตที่มีมาตรฐานสูงที่สุดในโลกขณะนี้ มาใช้ เรียกว่า การตรวจ NAT (Nucleic Acid Amplifi- cation Testing) หมายถึงวิธีการทดสอบหาเชื้อไวรัสโดยการเพิ่มขยายยีนหรือสารพันธุกรรม (กรดนิวคลิอิก ได้แก่ DNA หรือ RNA) เป็นเทคนิคที่มีความไวมากในการตรวจหาการติดเชื้อ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากโลหิตของผู้บริจาคที่มีการติดเชื้อใน ระยะแรก ที่มีความปลอดภัยสูงมาก อีกทั้งมีการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความพร้อมและมีทักษะในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการเจาะเก็บโลหิต มีความก้าวหน้า ในการเตรียมส่วนประกอบโลหิต ซึ่งเป็นการใช้โลหิตอย่างเหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุด มีการผลิตถุงบรรจุโลหิตและผลิตภัณฑ์โลหิตชนิดต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนงานธนาคารเลือดทั่ว ประเทศ ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ระบบคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9000:1494, ISO 9001:2000 จนถึง ISO 9001:2008 ในปัจจุบันและยัง ได้รับความไว้วางใจจาก องค์การอนามัยโลกแต่งตั้งให้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เป็นศูนย์กลางฝึกอบรมด้านเวชศาสตร์งานบริการโลหิตประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (WHO Collaborating Center for Training in Blood Transfusion Medi-cine) แก่บุคลากรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
  
นอกจากนี้ ยังได้พัฒนางานบริการโลหิต ขยายไปยังส่วนภูมิภาคทั่วประเทศโดยการ จัดตั้งภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ คือ มีบทบาทหน้าที่ในการรณรงค์จัดหาผู้บริจาคโลหิต การรับบริจาคโลหิต ตรวจคัดกรองคุณภาพโลหิต เตรียมส่วนประกอบโลหิตและแจกจ่ายโลหิตให้แก่โรงพยาบาลของจังหวัดในเครือข่าย เพิ่มศักยภาพการบริการโลหิตอย่างครบวงจร อันจะทำให้ได้โลหิตที่มีคุณภาพปลอดภัยสูงสุดและเพียงพอแก่ความต้อง การของผู้ป่วยอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ
  
ปัจจุบันภาคบริการโลหิตแห่งชาติ สามารถดำเนินงานได้อย่างครบวงจรโดยมีการดำเนินการรับบริจาคโลหิต ร่วมกับ เหล่ากาชาดจังหวัด และสาขาบริการโลหิตโรงพยาบาลประจำจังหวัดจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ภาคบริการโลหิต แห่งชาติที่ 12 จังหวัดสงขลา ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่  3 จังหวัดชลบุรี, ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ จังหวัดภูเก็ต  และภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 10 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในอนาคตได้มีโครงการที่จะเปิด รับบริจาคโลหิต ณ ภาคบริการโลหิตฯ ที่เหลืออีก  7 แห่ง
  
โครงการจัดหาผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (National Stem Donor Registry Program) โดยแพทยสภา ได้ประกาศเป็นข้อบังคับว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชธรรมเกี่ยวกับ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในราชกิจจานุเบกษาและกำหนด ให้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เป็นหน่วยงานเดียวที่มีหน้าที่ในการจัดหาผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ที่ไม่ใช่ญาติให้กับผู้ป่วย เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยโรคทางโลหิต และมะเร็งบางชนิด ได้รับการรักษา ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตมากขึ้นในอนาคต   
  
ทั้งนี้จากการปฏิบัติภารกิจทั้งหลายที่กล่าวมาก็เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ ตามนโยบายบริการโลหิตแห่งชาติที่ว่า “งาน บริการโลหิตของประเทศไทย ได้มาตรฐานสากลและทันสมัย ประชาชนได้รับโลหิต ส่วนประกอบโลหิตและผลิตภัณฑ์โลหิตที่ปลอดภัย มีคุณภาพและ เพียงพอ เพื่อการรักษา โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศบริหารจัดการข้อมูล” นั่นเอง.

No comments:

Post a Comment