Friday, August 14, 2015

อกหักทำให้เจียนตาย หัวใจถึงกับเต้นอ่อนลงในจังหวะสโลว์ซบ

เคยมีการพูดแบบประชดกันว่า อกหัก ไม่ถึงกับตาย แต่บัดนี้มีการศึกษาอ้างว่า การถูกหักอกอาจเป็นอันตรายยิ่งกว่าที่เชื่อกัน ถึงขนาดที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นไปจริงๆชั่วครู่ได้

นักวิจัยมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม และไลเดน ของเนเธอร์แลนด์ได้พบว่า สมองของเราส่วนที่รับรู้ความเจ็บปวดทางร่างกายและทางอารมณ์ของเราเป็นส่วนเดียวกัน ดังนั้นเมื่อถูกทับถมหนักเข้าก็ทำให้จิตใจปั่นป่วนพลอย ทำให้ร่างกายล้มป่วยไปด้วยได้

ผลของมันต่อระบบประสาทยังทำให้ ผู้นั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ และหากยิ่งรู้สึกชอกช้ำมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งรู้สึกหัวใจเต้นช้าลงเท่านั้น

นักวิจัยได้ทดสอบกับอาสาสมัคร เพื่อต้องการรู้ว่า เมื่อถูกปฏิเสธความรักจะเจ็บช้ำเพียงไร เพราะยังไม่เคยรู้กันมาก่อน ผลปรากฏว่า หัวใจของพวกเขาต่างพากันเต้นอ่อนลงไปตามๆกัน เมื่อรู้ว่าถูกปฏิเสธความสัมพันธ์ ในบางรายยิ่งทรุดลง และกว่าจะกลับคืนดังเดิม ได้ก็ต้องใช้เวลา.

41 ปี ศูนย์บริจาคโลหิต    

ในการทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วย หรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ และการผ่าตัด นอกจากแพทย์และพยาบาลแล้ว “โลหิต” ยังนับเป็น  ตัวช่วยสำคัญในการเติมต่อ   ลมหายใจให้กับทุกชีวิต ซึ่งปัจจุบันแม้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายจะพยายามคิดค้นหาสารอื่น ๆ เพื่อนำไปใช้แทนโลหิต แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้โลหิตจากมนุษย์บริจาคให้แก่กัน  ด้วยเหตุนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย   จึงมีหน้าที่หลักในการจัดหาโลหิต และรับบริจาคโลหิต เพื่อนำไปช่วยชีวิตผู้เจ็บป่วย        
  
เนื่องในโอกาส ครบรอบวันสถาปนา 41 ปี ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 13 ตุลาคม 2553 แพทย์หญิงสร้อยสอางค์ พิกุลสด ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย   ได้กล่าวถึงผลการดำเนินงานของศูนย์บริการโลหิตฯ ว่า จากการที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ทำหน้าที่หลักในการจัดหาโลหิตจากผู้ บริจาคที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนให้มีปริมาณเพียงพอ มีความปลอดภัยและมีคุณภาพสูงสุด เพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลา 41 ปี ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ได้มีการเติบโตและพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ปัจจุบันงานบริการโลหิตของประเทศไทย อยู่ในอันดับ  ต้น ๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากสามารถทำให้มีการบริจาคโลหิต โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ได้ถึงร้อยละ 94 ซึ่งบางประเทศ ในภูมิภาคยังคงมีการซื้อขายโลหิตมากถึงร้อยละ 80 อีกทั้ง ความสามารถในการจัดหาโลหิต ในปัจจุบันเพิ่มขึ้น โดย เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาในกรุงเทพฯ สามารถจัดหาโลหิต ได้ปีละ 2-3 แสนยูนิต แต่ขณะนี้ จัดหาโลหิตได้ปีละ 5 แสนยูนิต และจากเดือนละ 20,000 ยูนิต เพิ่มขึ้นเป็น 40,000-45,000 ยูนิต เพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว    
  
โดยศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ได้มีการวางแผนและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ในการดำเนินการจัดหาโลหิต  เพื่อให้การบริการโลหิต และส่วนประกอบโลหิตเพียงพอใช้สำหรับผู้ป่วยทั้งประเทศตามมาตรฐานขององค์การ อนามัยโลก ปริมาณโลหิตที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วย จำนวนโลหิตที่ได้รับจากการบริจาค ควรจัดหาให้ได้ประมาณร้อยละ  3 ของประชากร สำหรับประเทศไทย ต้องจัดหาให้ได้ประมาณ 1.9 ล้านยูนิต   ปัจจุบันปริมาณโลหิตที่จัดหาได้ในประเทศไทยยังไม่ได้ตามเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจาก ปริมาณโลหิตที่ได้รับบริจาคยังไม่สม่ำเสมอและต่อเนื่องตลอดปี อีกทั้งการขอใช้โลหิตของโรงพยาบาลต่าง ๆ ยังคงเพิ่มขึ้น 8-10% เนื่องจาก  ผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่าง ๆ มีความจำเป็นต้องได้รับโลหิตในการรักษาอยู่เป็นจำนวนมากและผู้ป่วยบางโรคจะ Sk Da Pe Bl Fu ต้องได้รับโลหิตในการรักษาอย่าง ต่อเนื่อง
  
นอกจากการพัฒนางานด้านจัดหาโลหิต การพัฒนางานด้านวิทยาการและเทคโน โลยีต่าง ๆ เพื่อให้การบริการโลหิตแก่ผู้ป่วยมีความปลอด ภัยและได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศแล้ว สิ่งสำคัญที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติมีการพัฒนาและยกระดับขึ้นก็คือ การตรวจคัดกรองโลหิตให้ เป็นมาตรฐานเดียวกัน ตาม นโยบายบริการโลหิตแห่งชาติ ที่เริ่มจากการจัดหาโลหิตในประชากรที่มีความเสี่ยงต่ำ การคัดกรองผู้บริจาคโลหิต และโลหิตที่ได้รับบริจาคทุกยูนิตจะต้องได้รับการตรวจคัดกรองหาเชื้อตาม มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ได้แก่ ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบ บี ไวรัสตับอักเสบ ซี และไวรัส เอชไอวี โดยนำเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองโลหิตที่มีมาตรฐานสูงที่สุดในโลกขณะนี้ มาใช้ เรียกว่า การตรวจ NAT (Nucleic Acid Amplifi- cation Testing) หมายถึงวิธีการทดสอบหาเชื้อไวรัสโดยการเพิ่มขยายยีนหรือสารพันธุกรรม (กรดนิวคลิอิก ได้แก่ DNA หรือ RNA) เป็นเทคนิคที่มีความไวมากในการตรวจหาการติดเชื้อ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากโลหิตของผู้บริจาคที่มีการติดเชื้อใน ระยะแรก ที่มีความปลอดภัยสูงมาก อีกทั้งมีการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความพร้อมและมีทักษะในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการเจาะเก็บโลหิต มีความก้าวหน้า ในการเตรียมส่วนประกอบโลหิต ซึ่งเป็นการใช้โลหิตอย่างเหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุด มีการผลิตถุงบรรจุโลหิตและผลิตภัณฑ์โลหิตชนิดต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนงานธนาคารเลือดทั่ว ประเทศ ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ระบบคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9000:1494, ISO 9001:2000 จนถึง ISO 9001:2008 ในปัจจุบันและยัง ได้รับความไว้วางใจจาก องค์การอนามัยโลกแต่งตั้งให้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เป็นศูนย์กลางฝึกอบรมด้านเวชศาสตร์งานบริการโลหิตประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (WHO Collaborating Center for Training in Blood Transfusion Medi-cine) แก่บุคลากรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
  
นอกจากนี้ ยังได้พัฒนางานบริการโลหิต ขยายไปยังส่วนภูมิภาคทั่วประเทศโดยการ จัดตั้งภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ คือ มีบทบาทหน้าที่ในการรณรงค์จัดหาผู้บริจาคโลหิต การรับบริจาคโลหิต ตรวจคัดกรองคุณภาพโลหิต เตรียมส่วนประกอบโลหิตและแจกจ่ายโลหิตให้แก่โรงพยาบาลของจังหวัดในเครือข่าย เพิ่มศักยภาพการบริการโลหิตอย่างครบวงจร อันจะทำให้ได้โลหิตที่มีคุณภาพปลอดภัยสูงสุดและเพียงพอแก่ความต้อง การของผู้ป่วยอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ
  
ปัจจุบันภาคบริการโลหิตแห่งชาติ สามารถดำเนินงานได้อย่างครบวงจรโดยมีการดำเนินการรับบริจาคโลหิต ร่วมกับ เหล่ากาชาดจังหวัด และสาขาบริการโลหิตโรงพยาบาลประจำจังหวัดจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ภาคบริการโลหิต แห่งชาติที่ 12 จังหวัดสงขลา ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่  3 จังหวัดชลบุรี, ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ จังหวัดภูเก็ต  และภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 10 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในอนาคตได้มีโครงการที่จะเปิด รับบริจาคโลหิต ณ ภาคบริการโลหิตฯ ที่เหลืออีก  7 แห่ง
  
โครงการจัดหาผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (National Stem Donor Registry Program) โดยแพทยสภา ได้ประกาศเป็นข้อบังคับว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชธรรมเกี่ยวกับ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในราชกิจจานุเบกษาและกำหนด ให้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เป็นหน่วยงานเดียวที่มีหน้าที่ในการจัดหาผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ที่ไม่ใช่ญาติให้กับผู้ป่วย เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยโรคทางโลหิต และมะเร็งบางชนิด ได้รับการรักษา ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตมากขึ้นในอนาคต   
  
ทั้งนี้จากการปฏิบัติภารกิจทั้งหลายที่กล่าวมาก็เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ ตามนโยบายบริการโลหิตแห่งชาติที่ว่า “งาน บริการโลหิตของประเทศไทย ได้มาตรฐานสากลและทันสมัย ประชาชนได้รับโลหิต ส่วนประกอบโลหิตและผลิตภัณฑ์โลหิตที่ปลอดภัย มีคุณภาพและ เพียงพอ เพื่อการรักษา โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศบริหารจัดการข้อมูล” นั่นเอง.

สุดยอดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวใหม่สุด

เพื่อให้สมกับเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวระดับหกดาว Re-Nutriv สุดยอดครีมบำรุงผิวของเอสเต้ ลอเดอร์ จึงให้กำเนิดนิยามใหม่ของการดูแลผิว ด้วยเทคโนโลยี Re-Nutriv Life-Renewing Molecule ซึ่งเกิดจากการผสมผสานของสารสกัดที่หาได้ยากและมีคุณสมบัติพิเศษ ได้แก่ หินทูร์มารีนสีดำ, ไข่มุกทะเลใต้ และผลอณูทองคำแท้ โดย อลิศรา พรหมผลิน ผู้จัดการทั่วไปเอสเต้ ลอเดอร์ ทุ่มงบปิดห้องออเธอร์ส เลานจ์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล นำเสนอ Re–Nutrive Ultimate Lift Age–Correcting Collection สุดยอดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวใหม่ล่าสุดแห่งปี ที่สามารถรับมือกับปัญหาผิวร่วงโรยก่อนวัยและฟื้นบำรุงให้ดูเปล่งปลั่งมี ชีวิต ชีวาอย่างรวดเร็ว
ทีม ผู้บริหารเคลย์ เดอโป โบเต้...ตุลกร ศิริวัฒนกุล, กุลสิรี อรรถจินดา, มร.โยชิอากิ โอกาเนะ, มร.มาซาโตะ ยามาดะ และ ดร.โนบูโยชิ โคกะ.
อัมพรพิมพ์ วัชราภัย และ อลิศรา พรหมผลิน ภูมิใจนำเสนอแบรนด์ เอสเต้ ลอเดอร์.
งานนี้ได้กูรูและดีไซเนอร์เครื่องประดับชื่อดัง ฟอร์ด–กุลวิทย์ เลาสุขศรี มาบอกเล่าความรู้เรื่องอัญมณีและแร่ ธาตุต่างๆ  อย่าง  แร่ทองคำ ซึ่งมีตำนานมายาวนานตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ พระนางคลีโอพัตราได้ใช้ หน้ากากทองคำบริสุทธิ์ครอบไว้ที่หน้า เพื่อรักษาความอ่อนเยาว์และความสดใสของผิวพรรณ หรือแม้แต่นางในราชสำนักของจีน ก็ยังใช้ลูกกลิ้งทำด้วยทองคำกลิ้งที่หน้า เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวหนังและเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวได้เร็ว ขึ้น ส่วน ไข่มุก หากนำมาบดและผสมกับครีมบำรุงผิว จะช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวขาวกระจ่างเปล่งประกายสดใสขึ้น และ ทูร์มาลีน สีดำ เป็นอัญมณีที่ช่วยกระตุ้นพลังทำให้ผู้สวมใส่สดชื่นมีชีวิตชีวา Le Tr Sc Sc Sc ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
ฟอร์ด-กุลวิทย์ เลาสุขศรี แนะคุณค่าอัญมณีและแร่ธาตุต่างๆ.

ด้าน เคลย์ เดอ โป โบเต้ แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำจากญี่ปุ่น ภายใต้การนำของ มร.โยชิอากิ โอกาเบะ และ ดร.โนบูโยชิ โคกะ จัดงาน The Sensation of Brilliance and Evolution for elegant beauty แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ Intensive Facial Contour Serum u ในงานยังมีเหล่าเซเลบริตี้ที่ใส่ใจการดูแลผิวหน้า อาทิ ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล, จริยดี ธรรมวิทย์, สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา, อาภาศิริ นิติพน ฯลฯ มาร่วมเผยเคล็ดลับความงาม ซึ่งต่างเห็นตรงกันว่า ต้องหมั่นออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ ที่สำคัญคือ การทำความสะอาดผิวหน้าทุกครั้งก่อนนอนอย่างสะอาดหมดจด และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีประสิทธิภาพ

หัวหอมแดงเป็นยา ป้องกันโรคหัวใจ และโรคอัมพฤกษ์กับอัมพาต    

นักวิทยาศาสตร์ฮ่องกงอ้างว่า หัวหอมแดง ซึ่งใช้เป็นเครื่องแกงมีสรรพคุณป้องกันโรคหัวใจได้

พวกเขาเปิดเผยว่า หัวหอมแดงซึ่งใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารอินเดียและ ทางแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้วย ช่วยกำจัดคอเลสเทอรอลเลว ซึ่งเป็นตัวการทำให้หัวใจวาย และเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ออกจากร่างกายได้ ในขณะที่ช่วยถนอมคอเลสเทอรอลดี ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจเอาไว้

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮ่องกงของจีน ได้ทดลองด้วยการให้หนูที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีคอเลสเทอรอลสูง กินหัวหอมแดงทุบแหลกเป็นเวลานาน 2 เดือน ปรากฏว่าปริมาณคอเลสเทอรอลเลว ได้ลดน้อยลงไปโดยเฉลี่ยร้อยละ 20

ศาสตราจารย์เซิน ยู่ เฉิน หัวหน้าคณะนักวิจัย กล่าวว่า ผลการทดลองยืนยันข้ออ้างว่า การกินหัวหอมแดงประจำ ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้.

โยเกิร์ต รักษาฟัน เกาะยึดเคลือบฟันป้องกัน ฤทธิ์ของกรดในปาก    

วารสารวิชาการ ทันตกรรม ของสหรัฐฯแจ้งว่า ได้มีการศึกษาวิจัยพบว่า โยเกิร์ตช่วยป้องกันฟันผุได้ ผู้ที่กินโยเกิร์ตอาทิตย์ละ 4 หน จะป้องกันได้มากถึงร้อยละ 25

แม้ว่าคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฟูกูโอกะกับมหาวิทยาลัยโตเกียวของญี่ปุ่น จะยังไม่ทราบเหตุผล แต่ก็
เชื่อว่า ตัวการอาจจะเป็นโปรตีนที่อยู่ในโยเกิร์ต ซึ่งไปเกาะยึดเคลือบฟัน และช่วยป้องกันฤทธิ์กัดของกรดในปากเอาไว้

อย่างไรก็ดี นักวิจัยยังให้ความเห็นด้วยว่า ที่แน่ๆก็คือการเสียเงินซื้อโยเกิร์ตมากินนั้น ย่อมถูกกว่าค่าอุดฟันแน่นอน.

สุดยอดผลไม้โกจิเบอร์รี่

ตลอดช่วงหลายปีมานี้ โกจิเบอร์รี่ เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายขึ้น เมื่อถูกนำมาใช้เป็นส่วน ผสมหลักในอาหารเสริม และเครื่องดื่มประเภทฟังก์ชั่นนอล ดริงก์ อันที่จริงแล้ว ผลไม้มหัศจรรย์ชนิดนี้ ถูกค้นพบมาตั้งแต่เมื่อ 4,000 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว โดยนักสมุนไพรชาวหิมาลายัน ต่อมาได้เผยแพร่ไปสู่นักปรุงยา ชาวจีน ทิเบต และอินเดีย

มาถึงยุคปัจจุบัน ผลจากการค้นคว้าและวิจัยของ ดร.เอิร์น เมนเดลล์ พบว่า ผลโกจิเบอร์รี่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง โดยอุดมไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์ในปริมาณมากเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่ลูกพรุน มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์มากเป็นอันดับสอง ไม่เพียงเท่านี้ ผลโกจิเบอร์รี่แต่ละลูกยังประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 19 ชนิด ธาตุอาหาร 21 ชนิด และมีโปรตีนมากกว่าโฮลวีท แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าผลส้ม ขณะที่โรส ฮิปส์ หรือลูกกุหลาบ ก็เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงในระดับน่าทึ่ง และมักนิยมนำมาเป็นส่วนผสมสำคัญในเครื่องดื่มหลายประเภท


แม้ จะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชีย แต่ โกจิเบอร์รี่ ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยในอเมริกาได้ทำการศึกษาคุณค่าด้านสารอาหารและประสิทธิภาพในการต่อต้าน อนุมูลอิสระต่อเนื่อง จนค้นพบว่า ผลโกจิเบอร์รี่ให้คุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดในโลก โดยผลไม้ชนิดนี้สามารถชะลอความแก่ ควบคุมน้ำตาลในเม็ดเลือดแดง เสริมสร้างการทำงานของหัวใจ และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

ด้วย ความมหัศจรรย์ของผลโกจิเบอร์รี่ ทำให้ระยะหลังได้มีการคิดค้นหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ ภูมิคุ้มกันอย่างเป็นธรรมชาติ โดย ดร.เจมส์ ดุ๊ก Or Si Bu Li Em นักชาติพันธุ์วิทยา พบว่า ผลโกจิเบอร์รี่ทำหน้าที่รักษาสมดุลของภูมิคุ้มกันได้ดี ขณะเดียวกัน ก็ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบเซลล์เม็ดเลือดขาว นอกจากนี้ ผลโกจิเบอร์รี่ยังได้รับการยกย่องจาก

นิตยสารไทม์ว่า เป็นสุดยอดผลไม้แห่งปี และเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตในหมู่ซุปเปอร์สตาร์ฮอลลีวูด ไม่ว่าจะเป็น มาดอนน่า, แคทเธอรีน ซีต้า โจนส์ และกวิเน็ต พัทโธรว์ จนได้รับการขนานนามให้เป็น แฮปปี้ เบอร์รี่

กินของหวาน อย่างไรไม่อ้วน    

   สาวๆ หลายคนชอบกินขนมเป็นชีวิตจิตใจ แต่จะกินอย่างไรถึงจะรักษารูปร่างได้เพรียวสวย เรามีเคล็ดวิธีเลือกกินของหวาน ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ที่สามารถทำได้ไม่ยากมาบอกต่อค่ะ
       รู้ปริมาณแคลอรี ก่อนกินควรอ่านปริมาณแคลอรีในขนม โดยดูจากฉลากแสดงข้อมูลโภชนาการข้างกล่อง หากเป็นไปได้ควรเลือกกินหรือซื้อชนิดที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบน้อยที่สุด
      ลดแคลอรี การตัดน้ำตาล ครีม ออกจากขนมก่อนกิน เช่น เกลี่ยน้ำตาลไอซิ่งที่โรยหน้าขนมปังออก หรือไม่ใส่กะทิในขนมหวาน จะลดพลังงานได้ถึง 81- 150 แคลอรี หรือเกลี่ยครีมหน้าขนมเค้กออก ลดพลังงานได้ถึง 160 แคลอรี
     ควบคุมสัดส่วนการกิน กินอย่างละนิดพอให้รู้รสชาติ เช่น คุกกี้ 1-2 ชิ้น เค้ก 1 ส่วน 4ชิ้นเล็ก ไอศกรีม 1 ลูก คุณจะได้ชิมรสขนมทั้งหมดโดยได้แคลอรีเพียงครึ่งเดียว
     ดื่มชาเขียวหรือกาแฟร้อนหลังมื้อขนม กาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน หากต้องการเพิ่มรสชาติให้ใส่น้ำตาลเทียมแทน
     15 นาที หลังกินขนมหวานเสร็จอย่านั่งอยู่กับที่ ออกไปเดินเล่นรอบบ้านๆ ประมาณ 15 นาที วิธีนี้นอกจากจะช่วยย่อยแล้ว ยังป้องกันไม่ให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง ต้นขา และสะโพกได้อีกด้วย
     30 นาที หลังกินของหวาน 5 ชั่วโมง ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เพื่อกำจัดแป้งและน้ำตาลก่อนกลายเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยก่อนและหลังออกกำลังกายควรดื่มชาเขียวร้อนหรือน้ำอุ่นเพื่อเสริมระบบเผา ผลาญควบคู่ไปด้วย
     งดแป้งและน้ำตาลในวันรุ่งขึ้น มื้อเช้าและกลางวันเน้นผัก 80% โปรตีน 20% ส่วนมื้อเย็นให้กินผักผลไม้สดและดื่มน้ำเปล่าทั้งวัน

สุขภาพหัวใจ อย่าได้มองข้าม

สุขภาพเป็นสิ่งที่คนเราต้องเอาใจใส่ดูแล นอกจากสุขภาพกายแล้ว สุขภาพใจก็ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ไม่แพ้กันเลยทีเดียว

สิ่งบันเทิงใจ

หลายคนทำในแต่ละวัน โดยลืมนึกถึงสิ่งบันเทิงใจมีอารมณ์ขัน ไม่เคยยิ้มหรือหัวเราะ มีแต่งานตลอดวันจนถึงเวลานอน คนที่อยู่รอบข้างก็เบื่อหน่าย เหมือนกับผู้อยู่กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีคนอยากทำงานด้วย การมีอารมณ์ขัน หัวเราะ หรือยิ้มแย้มแจ่มใส จะช่วยให้ร่างกายได้รับการผ่อนคลาย

เหมือนกับเติมความหอมหวานให้ชีวิตดูสดชื่น การได้พูดคุยเล่นกับเด็ก ๆ การฝึกหัดร้องเพลง การพูดคุย กับเพื่อนที่มีอารมณ์ขัน สิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยให้ท่านมีความสุขมากขึ้น

การสื่อสารที่ดี

คนหลายคนมักจะไม่ค่อยกล้าพูด หรือแสดงออกถึงความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม มักจะเก็บความต้องการของตนเองไว้ในใจ เกรงใจ กลัวจะทำให้อีกฝ่ายเสียใจ จนตนเองต้องเดือดร้อน เช่น วัยรุ่นไม่กล้าปฏิเสธเพื่อน เวลาเพื่อนชักจูงให้ทดลองยาเสพ พ่อ แม่ไม่กล้าพูดกับลูกเรื่องเพศ จนลูกต้องไปหาความรู้ที่ผิด ๆ จากเพื่อน หรือลูกไม่กล้าปรึกษากับพ่อ แม่ เพราะพ่อแม่มักจะดุว่ากล่าวโทษมากกว่ารับฟังลูก และปัญหาที่ทำงานก็มักจะเกิดขึ้นจากการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน

ออกกำลังกาย

ยามเจ็บไข้ได้ป่วย เรามักจะถามหาหมอ และยาที่ดีที่สุดที่จะช่วยรักษาให้หาย แต่ความจริงแล้ว การออกกำลังกายนั้นเป็นยาที่วิเศษที่สุดขนานหนึ่งที่ช่วยป้องกันโรค และใช้ฟื้นฟูโรคได้มากมาย เช่น โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน โรคกระดูกเสื่อม ฯลฯ โดยไม่ต้องเสียเงินทองมากมาย เพียงแต่ให้ร่างกายได้เดินหรือวิ่งเบา ๆ อาทิตย์ละ 3-4 วัน ๆ ละ 30 นาที ก็เพียงพอแล้ว

ให้กำลังใจตนเอง

โดยการรู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ทำไปในแต่ละวัน ต้องหมั่นภาคภูมิใจที่ได้ทำงานชิ้นนี้ผ่านไปได้ระดับหนึ่ง รู้จักให้รางวัลตนเองโดยเลือกกิจกรรมที่ชอบ ได้ทานอาหารที่เราชอบ ได้เดินเล่นในสวนสาธารณะ นักศึกษาหลายคนที่เรียนได้คะแนนสอบไม่ดี แทนที่จะให้กำลังใจตนเอง Pa L Ro Fo Ni หาทางออกที่ไม่เหมาะสม เช่น โดดหนีเรียน เที่ยวเตร่มากขึ้น ยิ่งทำให้ทุกข์มากขึ้นตามมา แทนที่จะคิดหาหนทางแก้ปัญหา

คนไข้หลายคนที่มีปัญหาโรครุมล้อม แทนที่จะให้กำลังใจตนเอง กลับหาทางออกที่ไม่เหมาะสม ประชดตนเอง ไม่กินยาสม่ำเสมอ ไม่ดูแลสุขภาพตนเองยิ่งทำให้มีความทุกข์มากขึ้น

บริหารจิต

ในชีวิตปัจจุบันนี้มีการสับสนวุ่นวายมากพอควร การมีเวลาสำหรับการสงบจิตใจ ทำให้จิตใจมีสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ จะพบว่าเป็นความสุขที่เกิดขึ้นได้ทันที หัวสมองโล่ง หายเครียดได้ทันที ถ้าได้มีการฝึกฝนอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ ก็จะพบความสุขอย่างแท้จริง

ทำงานให้มีสุข

ชีวิตของคนเราในแต่ละวัน จะใช้เวลาประมาณ 13 ของชีวิต ถ้าความรู้สึกว่า การทำงานเป็นภาระก็จะมีแต่ความทุกข์ทรมาน ก็จะทำให้ชีวิตนั้นขาดทุน การทำงานทำให้เรามีรายได้ มีการฝึกหัดสมองให้รู้จักคิด ร่างกายได้เคลื่อนไหวที่ให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ได้พบปะผู้คนทำให้ชีวิตเรามีคุณค่าอย่างมาก

ฟังเพลงช่วยเยียวยาความเจ็บปวด

ความเจ็บปวดเป็นกลไกของร่างกายเพื่อยับยั้งไม่ให้เราทำอะไรที่เสี่ยงต่อสุขภาพ แต่บางครั้งความเจ็บปวดจากโรคร้ายหรืออุบัติเหตุต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะทำอย่างไรให้ความเจ็บปวดเหลือน้อยที่สุดกันนะ

เดวิด บราด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยยูทาห์ สหรัฐอเมริกา ทำการทดลองกับชายหญิงอายุ 1624 ปี จำนวนกว่า 1,500 คน ที่มีความเจ็บปวดในส่วนต่างๆ ของร่างกาย พบว่า 6 ใน 10 ของอาสาสมัครรายงานว่า การฟังเพลงช่วยลดทอนความเจ็บปวดได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับประเภทเพลงด้วย โดยเพลงป๊อปครองแชมป์ช่วยได้มากสุดในผู้ทดลองกว่า 21% ตามมาด้วยเพลงคลาสสิก 17% รั้งท้ายด้วยเพลงร็อกและอินดี้ 16%

การฟังเพลงช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ เนื่องจากผู้ป่วยจะต้องเพ่งสมาธิทั้งความคิดและความรู้สึกในการฟังเพลง ทำให้ลืมความเจ็บปวดไปได้ชั่วคราว ขณะที่การออกกำลังกาย การพักผ่อน หรือการหากิจกรรมทำให้ตัวเองยุ่งก็เป็นการลดความรู้สึกเจ็บปวดได้เช่นกัน

ขณะที่ผลวิจัยก่อนหน้าเผยว่า การฟังเพลงยังรักษาความเครียด และวิตกกังวลจากอาการบาดเจ็บได้ด้วย ซึ่งก็น่าจะนำไปปรับใช้กับคนไข้ก่อนการผ่าตัดได้ดี

สุข ด้วยการให้ 108 วิธี

หลายๆ ครอบครัวพร้อมที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ หรือทำอะไรดีๆ ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุข และหากทุกคนมีความสุขแล้ว รู้จักการให้แก่คนในบ้านมาพอสมควร วันนี้ลองมาปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อเป็นผู้ให้แก่คนอื่นบ้างก็คงจะดีไม่น้อย
     
       ทั้งนี้วิธีมอบน้ำใจให้แก่ผู้อื่น เราสามารถเริ่มต้นด้วยการมองและยิ้ม ต่อจากนั้นก็ใช้การทักทาย ฟัง และพูด น้ำใจสามารถส่งถึงกันได้ด้วยการเขียน และการกระทำ ทั้งต่อคนที่รู้จักกันแล้ว และที่ยังไม่รู้จักกัน ไม่ว่าเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ สามารถมอบน้ำใจให้แก่กันได้ทั้งสิ้น
     
       วันนี้จึงขอเสนอ วิธีการ 108 วิธีเพื่อมอบน้ำใจให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งมันจะทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า เป็นที่รัก และชื่นชมสำหรับบุคคลอื่นเพิ่มขึ้น และโลกนี้จะน่าอยู่ น่าชื่นอยู่ขึ้นอีกมากทีเดียว
     
       มองและยิ้ม
     
       1. มองทุกคนที่พบกันด้วยสายตาที่เป็นมิตร อย่าคิดว่าคนอื่นจะประสงค์ร้ายต่อเราทั้งหมด แต่ก็ต้องระวังคนหลอกลวงไว้บ้าง    
       2. ยิ้มให้ทุกคนที่พบกัน ยิ้มด้วยสายตา ยิ้มด้วยใบหน้า ยิ้มด้วยจิตใจ อย่าทำหน้าบึ้งหน้างอ ถ้าวันไหนอารมณ์ไม่ดี ลองมองดูหน้าตนเองในกระจกเงาบ้าง
       3. ทำความรู้จักกับคนที่ไม่รู้จัก โดยพยายามยิ้มให้และกล่าวคำทักทาย
       4. โบกมือส่งยิ้มให้เด็กๆ ในรถนักเรียนที่แล่นผ่านไป ยิ้มให้เด็กๆในรถข้างๆ หรือเด็กที่มองตาของท่านผ่านกระจกหลังของรถคันหน้าที่ติดไฟแดง
       5. มองคนในแง่ดี มองคนในแง่บวก พิจารณาว่า เขาทำอะไรด้วยความหวังดีอย่างไรบ้าง อย่ามองคนในแง่ร้าย หรือมองในแง่ลบ อย่าเพิ่งคิดว่าเขาจะทำความชั่ว ความเลวเสียทั้งหมด น่าจะมีความดีอยู่บ้าง Ra Ka Cl Tr Bu หรือเขาอาจทำไปเพราะความไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดก็ได้
       6. มองว่าคนเราสามารถเป็นมิตรกันได้ แม้ว่าจะมีความคิดเห็นต่างกัน หรือมีความเชื่อต่างกัน มองว่าการกระทำบางอย่างอาจทำได้หลายวิธี ไม่จำเป็นว่ามีวิธีหนึ่งที่ถูกต้องแล้ว อีกวิธีหนึ่งจะผิด

       ทักทาย
     
       7. ทักทายกับคนอื่น เมื่อได้พบกัน ด้วยการกล่าวคำสวัสดี ยกมือไหว้ ยิ้ม หรือก้มหัว ตามความเหมาะสม พยายามเรียกชื่อของเขา เพราะทุกคนมีความภูมิใจในชื่อของตน ระวังอย่าเรียกชื่อผิดคน     
       8. สนทนาทักทายกับเพื่อนร่วมงาน ถามไถ่ทุกข์สุข คุยเรื่องที่เขาสนใจ อย่านั่งใกล้กับใครโดยไม่พูดกัน
     
       ฟัง
     
       9. ตั้งใจฟังคนอื่นพูด ให้เวลาเขาพูด อย่าเพิ่งขัดคอ ขัดใจ อย่าพูดสอดแทรกขัดจังหวะ อย่าทักท้วงให้เขาเสียหน้า ต่อคนหมู่มาก    
       10. รับฟังสิ่งที่เขากำลังทำ หรือที่เขากำลังสนใจ แล้วหาทางสนับสนุนสิ่งที่ดี รับฟังความทุกข์ของเขา แล้วหาทางช่วยแก้ปัญหา บรรเทาความทุกข์ รับฟังความสำเร็จและความสุขของเขา แล้วร่วมยินดีด้วย

       พูด
     
       11. ใช้คำพูดสี่คำให้ติดปาก คือ ขอบคุณ ขอโทษ ดี ช่วย กล่าวคำขอบคุณ เมื่อมีใครทำดีต่อตน ขอโทษเมื่อทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ ดี เมื่อผู้อื่นทำความดี และช่วย เมื่อต้องการให้ผู้อื่นช่วยเหลือ     
       12. พูดด้วยคำสุภาพ ไพเราะ อ่อนหวานมีคำลงท้าย ครับ หรือ ค่ะ ตามความเหมาะสม ไม่ใช้คำหยาบคาย ดุด่าเสียดสี ขู่ตะคอก หรือพูดเหน็บแนม อย่าจี้จุดอ่อนให้ช้ำใจ หาเรื่องที่สนุกสนาน ตลกขบขันมาเล่าสู่กันฟังบ้าง ถ้าพูดตลกไม่เป็น ให้พยายามจดจำมุขตลกที่คนอื่นเล่าแล้วนำไปเล่าต่อ
       13. พูดชมเชยบุคคลอื่นเป็นประจำ เพื่อสร้างกำลังใจ อย่าเอาแต่ตำหนิต่อว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบุตร ภรรยา สามี และผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น ชมว่ามีความพยายามสูงมาก ทำงานได้ดี เอาใจใส่บ้านดี ทำงานรอบคอบดีมาก อย่าพูดแต่เรื่องของตนฝ่ายเดียว เพราะคู่สนทนาจะเบื่อหน่าย 
       14. พูดถึงคนอื่น และหัวหน้าผู้บังคับบัญชาในด้านดีกับคนที่เขารู้จัก อย่านินทาว่าร้ายผู้บังคับบัญชากับผู้อื่น เพราะอาจจะมีคนเก็บไปรายงานให้ท่านฟังภายหลัง 
       15. รู้จักขัดแย้งโดยไม่ให้เขาเสียน้ำใจ โดยใช้เทคนิค ใช่...แต่... เช่น ที่คุณว่ามานั้นก็ถูกต้อง แต่อาจจะมีอีกวิธีหนึ่ง... หรือ ที่คุณคิดนั้นก็ใช่ แต่คนอื่นเขาอาจคิดอีกอย่างหนึ่งก็ได้กระมัง หรือ ของบางอย่างอาจจะมิใช่มีสีดำหรือสีขาว แต่อาจเป็นสีเทาที่จะว่าขาวก็ได้ ดำก็ได้ หรือ วิธีที่ถูกต้องอาจะมีมากกว่าหนึ่งวิธีก็ได้ หรือ ร้านก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยอาจมีมากกวาหนึ่งร้านก็ได้    
       16. หาเรื่องพูดคุยกับคนที่ขาดเพื่อน คุยกับคนที่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนที่น่าสงสาร และต้องการความช่วยเหลือ    
       17. พูดด้วยเสียงดังพอสมควร ไม่พูดแผ่วเบา หรือ ตะโกนให้ดังเกินไป การพูดด้วยการขึ้นเสียง ก่อให้เกิดความโมโห และนำสู่การทะเลาะวิวาท   
       18. พูดคุยในสิ่งที่เขาสนใจ เช่น เรื่องเกี่ยวกับลูกของเขา หรือสิ่งที่เขามีความเชี่ยวชาญ เช่น เรื่องฟุตบอล กอล์ฟ ละครโทรทัศน์ หรือ หัวข้อข่าวที่เขาสนใจ ระวังไม่คุยคุ้ยเขี่ยสิ่งที่เขาอับอาย หรือต้องการปกปิดไม่ให้ใครรู้     
       19. หาข่าวเรื่องดีๆ หรือ เรื่องคนที่กระทำความดีมาคุยกันบ้าง เพื่อให้จิตใจเบิกบานอย่าคุยแต่ข่าวร้าย ข่าวลือ หลอกลวง หรือข่าวที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง     
       20. ไม่พูดหาเรื่องจับผิดคนอื่น ถ้าจะพูดถึงความดีของตนก็ว่าไป แต่ไม่ควรนินทาว่าร้ายคนอื่น หรือคุยว่าคนอื่นสู้ตนเองไม่ได้   
       21. หาทางพูดคุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักพูดคุยด้วย โดยการแนะนำตัวเอง หรือ หาผู้อื่นแนะนำ
       22. โทรศัพท์หรือเขียนจดหมายไปหาเพื่อน หรือคนรู้จักที่ไม่ได้ติดต่อนานเกินหนึ่งปี รวมทั้งเมื่อได้รับข่าวที่น่ายินดี หรือข่าวที่น่าเสียใจ   
       23. ละเว้นการพูดคำที่ไม่ดี และไม่โกรธ โมโห อย่างน้อยหนึ่งวันต่อสัปดาห์ เช่น วันจันทร์ หรือวันศุกร์
       24. เขียนจดหมาย หรือไปเยี่ยมคนที่กำลังกลุ้มใจเสียใจ หรือประสบปัญหาชีวิต
       25. เขียนจดหมายหรือส่งบัตรแสดงความขอบคุณผู้ที่มีน้ำใจไมตรี ผู้ที่ทำคุณกับเรา
       26. เขียนจดหมาย หรือส่งบัตรแสดงความยินดีในวันคล้ายวันเกิด หรือเมื่อมีคนที่รู้จักได้ข่าวดี เช่น ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้รับการยกย่องรางวัล     
       27. เขียนจดหมาย หรือส่งบัตรแสดงความเสียใจ เมื่อคนรู้จักได้รับความเสียใจ เช่น เมื่อเจ็บป่วย หรือญาติมิตรเสียชีวิต     
       28. เขียนคำชมเชยหรือมอบรางวัล แก่คนที่ให้บริการดีเป็นพิเศษ พนักงานบริการ แม่ครัว หรือยาม โดยอาจส่งผ่านไปทางผู้จัดการ เพื่อเขาจะได้นำไปประกาศชมเชย หรือให้รางวัลต่อ   
       29. เขียนจดหมายชมเชยการกระทำความดีเป็นพิเศษที่ได้พบเห็นในที่สาธารณะ ผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อเป็นตัวอย่างของบุคคลอื่น แล้วส่งไปลงข่าวหนังสือพิมพ์หรือวิทยุ (เช่น วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน หรือ จส.100)     
       30. เขียนป้ายเตือนอันตรายติดไว้ในที่เหมาะสม เพื่อมิให้ผู้อื่นเป็นอันตราย เช่น ระวังพื้นลื่น ระวังผึ้งต่อย ระวังหมาดุ ระวังไฟดูด ระวังคนล้วง-กรีดกระเป๋า     
       31. ดูชื่อเพื่อนเก่าในหนังสือรุ่น หรือรูปญาติในรูปเก่าๆ แล้วเขียนจดหมาย ต่อโทรศัพท์ถึง หรือส่งบัตรอวยพรปีใหม่ ถ้าไม่ทราบที่อยู่ สามารถหาที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ได้จากคนที่รู้วิธีค้นหาจากอินเตอร์เน็ต (http:phonebook.tot.co.th) หรือโทรศัพท์ถามจากองค์การโทรศัพท์ หมายเลข 1133 (กทม) หรือ 183 (ต่างจังหวัด)

       ปิด
     
       32. ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ไม่ควรพูดโทรศัพท์ เช่น อยู่ในห้องประชุม รับแขก อยู่กับผู้ใหญ่ อยู่ในพิธีการ หรืองานศพ     
       33. ปิดหรือหรี่ เสียงดัง จากวิทยุโทรทัศน์ ที่อาจไปรบกวนเพื่อนบ้านข้างเคียง เขาอาจไม่ชอบเพลงชนิดที่เราชอบฟังก็ได้
     
       ทำ
     
       34. เลื่อนจานอาหารไปให้คนอื่นที่เอื้อมไม่ถึง โดยไม่ต้องรอให้เขาขอร้อง     
       35. หาทางปลอบใจคนที่กำลังมีความทุกข์ เช่น มีคนในครอบครัวเสียชีวิต ใช้วิธีปลอบว่า พระพุทธเจ้ายังมีปรินิพาน มนุษย์ก็ต้องมีความตายเป็นธรรมดา     
       36. ทำความประหลาดใจให้แก่บางคน ด้วยการใช้ความพยายามเป็นพิเศษในการหาสิ่งของที่เขาต้องการมาก แต่เขาไม่สามารถหาได้ ด้วยวิธีปกติธรรมดา แล้วจัดส่งไปให้ เช่น ผลไม้นอกฤดูกาล ของที่ต้องการอย่างรีบด่วน ของที่ต้องสั่งทำพิเศษ หรือของที่หายาก ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด     
       37. พยายามทำศัตรูให้กลายเป็นมิตร ด้วยการให้ของขวัญ การพูดคุย การเป็นเพื่อน การเห็นอกเห็นใจ การไม่เอาเปรียบ และการยอมลดราวาศอกกันบ้าง     
       38. ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ทำให้ผู้รับบริการเกิดความพอใจด้วยความเต็มใจ    
       39. ทำความประทับใจด้วยบริการที่เป็นพิเศษกว่าธรรมดา เช่นที่โรงแรมโอเรียลเต็ล กรุงเทพฯ นั้น พนักงานโรงแรมจะสร้างความประทับใจโดยการทักทายเรียกชื่อแขกที่มาพักทุกคนได้ และหาข้อมูลว่าลูกค้าชอบอะไรจากการสังเกตสิ่งที่เขากิน เขาใช้ในวันแรก

       ช่วยเหลือคนที่รู้จัก     

       40. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเล่นกับลูก ช่วยน้อง หรือลูกทำการบ้าน พยายามลดงานประจำวันในวันหยุด เพื่อจะได้มีเวลาสำหรับสร้างความอบอุ่นในครอบครัว พาลูกหลานครอบครัวไปเที่ยวด้วยกันอย่างน้อยปีละครั้ง     
       41. ช่วยรับคนที่รู้จักกันขึ้นรถ เมื่อจะไปทางเดียวกัน หรือจะกลับบ้านทางเดียวกัน ชวนคนข้างบ้านที่ไม่มีรถ นั่งรถไปซื้อของที่ตลาดพร้อมกัน     
       42. ทักทาย แนะนำตัวทำความรู้จักกับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่ย้ายมาใหม่ เช่นแนะนำเรื่องรถขยะ เรื่องการเก็บค่าไฟฟ้า ประปา     
       43. ส่งอาหารหรือผลไม้ไปให้เพื่อนบ้าน เป็นครั้งคราว     
       44. ให้คนสวนกวาดใบไม้หน้าบ้านของเพื่อนบ้านด้วย     
       45. ชวนเพื่อนบ้านและลูกของเพื่อนบ้านไปเที่ยวด้วยกันในวันหยุด     
       46. รับฝากดูแลเด็กเล็กข้างบ้าน เมื่อพ่อแม่ของเด็กไม่อยู่ ชวนลูกเพื่อนบ้านที่พ่อแม่กลับบ้านดึก มาดูแลก่อนพ่อแม่กลับ ชวนมาเล่นที่บ้านเล่านิทาน ให้อ่านหนังสือการ์ตูน ทำการบ้าน (ระวังแจ้งพ่อแม่เด็กให้ทราบเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด)     
       47. ให้ความสนใจกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน ถ้าขาดกิจกรรมที่เล่นที่พักผ่อน ควรรวมกลุ่มชาวบ้านหารือกันกันเพื่อช่วยเหลือ ถ้าทำเองไม่ได้ควร ติดต่อกลุ่มที่สามารถช่วยได้ หรือจะเขียนจดหมายถึงอำเภอหนังสือพิมพ์โทรทัศน์ หาผู้มีจิตศรัทธาช่วยเหลือ ช่วยป้องกันยาเสพติดในหมู่บ้าน     
       48. ไปเยี่ยมคนแก่ที่อยู่ใกล้บ้านเดือนละครั้ง     
       49. จ่ายเงินค่าอาหารหรือเครื่องดื่มให้เพื่อนร่วมงานเป็นครั้งคราว อย่าให้เขาเลี้ยงฝ่ายเดียว    
       50. ช่วยคนขาดแคลน ถ้ารู้ว่าคนรู้จักคนหนึ่งขาดแคลนเงินมาก ลองใส่ธนบัตรใบละร้อย หรือห้าร้อย ส่งทางไปรษณีย์ไปให้เขา โดยไม่ต้องบอกว่าส่งมาจากใคร     
       51. ตัดหนังสือพิมพ์ส่งไปให้คนรู้จัก เพราะว่ามีข่าวของเขา หรือมีเรื่องที่เขาน่าจะสนใจ     
       52. ส่งอาหารเครื่องดื่ม หรือขนมไปให้เจ้าหน้าที่บริการประชาชน เช่น ตำรวจสายตรวจที่มาหน้าบ้าน พนักงานดับเพลิง บุรุษไปรษณีย์ ยามหมู่บ้าน หรือพนักงานขยะ     
       53. ซื้อตั๋วดูภาพยนตร์ดนตรีกีฬา หรือหนังสือการ์ตูนให้เด็กข้างบ้าน     
       54. เมื่อเห็นว่าของบางอย่างเหมาะสมสำหรับบางคนที่รู้จัก ควรซื้อ หรือหาไปฝากเขา     
       55. ส่งหนังสือวารสารที่อ่านแล้วไปให้คนที่เราคิดว่าเขาต้องการ หรือบริจาคให้ห้องสมุดกรมการศึกษานอกโรงเรียน เพราะดีกว่าชั่งกิโลขาย     
       56. จ่ายเงินค่าสมัครสมาชิกวารสารที่เหมาะสมส่งไปให้โรงเรียนเก่า
       57. หาของฝากหรือของขวัญปีใหม่ไปให้คนที่ติดต่อประจำ เช่น แม่ค้าขายผลไม้ แม่ครัวร้านอาหาร ช่างตัดผม คนขับรถ หรือภารโรง     
       58. หาของขวัญของฝากให้ลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงาน เช่น บัตรกินอาหารฟรี บัตรลดราคา บัตรเติมน้ำมันฟรี บัตรดูละครการแสดง หรือตั๋วทัศนาจร แจกเงินหรือขนมให้ลูกของเพื่อนร่วมงานที่มารอพ่อแม่ที่ที่ทำงานหลังเลิกเรียน     
       59. มอบจักรยาน ลูกฟุตบอล หรือขลุ่ย แทนพวงหรีดในงานศพ เพื่อเจ้าภาพจะได้นำไปมอบให้เด็กบ้านไกลโรงเรียนในชนบท หรือมอบผ้าไตรแทนพวงหรีดในงานศพ เพื่อเจ้าภาพจะได้นำไปถวายพระ หรือใช้ในการอุปสมบทพระใหม่     
       60. ชดใช้หนี้ให้ลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงานที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือให้ยืมเงินไม่เสียดอกเบี้ย โดยหวังจะให้เขามีกำลังใจในการสู้ชีวิต และทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อไป (ระวังอย่าเป็นนายประกัน)

       ช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จัก
     
       61. ช่วยทุกคนที่ประสบความยากลำบาก มีปัญหา มีความทุกข์ เช่นคนหลงทาง คนกำลังหิว คนที่กระหายน้ำ คนกำลังประสบอุบัติเหตุ     
       62. ส่งเงินและสิ่งของไปช่วยคนที่ประสบสาธารณะภัย เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้   
       63. บอกเตือนสิ่งผิดปกติของคนอื่น เช่น ยางรถแบน ซิปกางเกงไม่ได้รูด (เขียนใส่กระดาษไปบอก)    
       64. ช่วยจับประตูที่เปิดเดินออกไปแล้ว เพื่อไม่ให้ตีคนที่กำลังตามมาข้างหลัง     
       65. ช่วยชี้ทาง นำทาง ให้คนต่างถิ่นมาถามทาง หากอยู่ใกล้ๆ พอนำไปส่งได้จะวิเศษมาก    
       66. ช่วยคนที่กำลังหาของที่หาย หาไม่พบ หรือเมื่อเก็บของได้ส่งคืนเจ้าของ   
       67. ช่วยถือของให้คนที่หอบของพะรุงพะรัง (แต่ควรระวังอย่าถือของให้คนไม่รู้จักที่นำมาฝาก เพราะอาจมีของที่ขโมยมา หรือยาเสพติดอยู่ในถุงนั้น ทำให้ต้องตกเป็นผู้ต้องหาได้ ไม่ควรรับฝากของใครไปต่างประเทศ)     
       68. ช่วยคนที่กำลังจะเอื้อมหยิบของบนชั้นสูงไม่ถึง (ระวังของตกใส่หัว หรือของหนักเกินกำลัง เวลายกของต้องใช้กำลังขา อย่างอหลัง มิฉะนั้นจะปวดหลังไปนาน เพราะกระดูกสันหลังอาจเคลื่อน หรืออักเสบ)     
       69. ช่วยเข็นรถยนต์ของคนอื่นที่เครื่องเสีย ต้องหลบเข้าข้างทาง (ระวังถูกรถที่ผ่านไปมาชนเอา)     
       70. หาดอกไม้หรือของไปฝากคนป่วยไม่รู้จัก ที่ไม่ค่อยมีคนเยี่ยม เมื่อไปที่โรงพยาบาล มอบกระดาษเขียนจดหมาย ปากกา และซอง พร้อมแสตมป์ให้ผู้ป่วยที่อยู่โรงพยาบาลนานๆ เพื่อเขียนจดหมายถึงญาติมิตร (ผู้ป่วยที่อยู่โรงพยาบาลนานๆ มักมีคนมาเยี่ยมน้อย)     
       71. ช่วยนำคนเจ็บหรือผู้ประสบอุบัติเหตุส่งโรงพยาบาล (ระวังต้องยกตัวในท่าที่ถูกต้อง มิฉะนั้น อาจทำให้เป็นอัมพาต และควรหาพยานที่จะยืนยันว่าท่านมิใช่ต้นเหตุของอุบัติเหตุไว้ด้วย)  
       72. ช่วยผายปอดคนตกน้ำ (ระวังไม่ควรลงไปช่วยคนตกน้ำในน้ำ หากไม่เก่งจริง เพราะอาจถูกดึงให้จมไปด้วยกัน ควรโยนเชือกหรือวัตถุลอยน้ำให้) 
       73. ช่วยแนะนำหางานให้ตกงาน (ระวังไม่ควรลงนามรับประกันความเสียหาย หรือประกันเงินกู้ให้ผู้อื่น เพราะถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ นายประกันอาจต้องตามไปชดใช้หนี้ภายหลัง) 
       74. แนะนำวิธีประกอบอาชีพ หรือฝึกอาชีพให้คนที่ต้องการอาชีพ โดยอาจจัดอบรม นำวิธีทำมาหากินส่งไปให้     
       75. จัดงานเชิญเด็ก คนชรา คนพิการ มาสนุกสนาน หรือไปเที่ยวในวันสำคัญ เช่น วันสงกรานต์ วันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือวันสถาปนาหน่วยงาน เดินทางไปเยี่ยมบ้านคนชราบ้านเด็กกำพร้า หรือเด็กพิการ เพื่อเลี้ยงอาหาร และนำของไปเยี่ยม เน้นผู้ที่ไม่ค่อยมีคนมาเยี่ยม ไปอ่านหนังสือให้คนแก่ฟัง เล่นดนตรี หรือเล่านิทานให้เด็กฟัง     
       76. ไปเยี่ยมบ้านแรกรับเด็กอ่อน บ้านราชวิถี บ้านกรุณา บ้านมุทิตา บ้านอุเบกขา เพื่อเยี่ยมเด็กที่ขาดผู้อุปการะ หรือ เด็กที่เคยกระทำความผิดซึ่งไม่ค่อยมีคนมาเยี่ยม เพราะอีกไม่นานเขาจะได้ออกไปอยู่ร่วมกับสังคม ถ้าเขาได้น้ำใจไมตรีที่ดี อาจกลับตัวเป็นคนดีได้ (หากจะไปเยี่ยมนักโทษภายในเรือนจำ ต้องระวังถูกจับเป็นตัวประกัน)    
       77. ช่วยป้องกัน หรือห้ามปราม คนที่กำลังจะทะเลาะวิวาทโกรธเคืองกัน หรือจะทำร้ายกัน แต่ต้องระวังลูกหลง (พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญคนที่ช่วยให้คนที่ทะเลาะกันกลับคืนดีได้ เหมือนที่ทรงห้ามพระญาติไม่ให้ทะเลาะกันคราวแย่งน้ำแม่น้ำโรหิณี)     
       78. สนับสนุนช่วยเหลือหน่วยงานที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม เช่นกาชาด วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน มูลนิธิร่วมกตัญญู ลูกเสือชาวบ้าน โรตารี่ ไลออนส์ เป็นต้น     
       79. จัดกลุ่มอาสาสมัครช่วยทำงานส่วนรวมนอกเหนือหน้าที่ปกติ เช่นกลุ่มฮักเมืองน่าน กองลูกเสือนอกโรงเรียนวชิรชัย ชมรมอาชีวะบำเพ็ญประโยชน์ แล้วหากิจกรรมไปทำ เช่น ไปทาสีลบรอยขีดเขียนตามกำแพง (ที่เขียนว่าใครเป็นบิดาใคร ฯลฯ) เก็บเศษแก้วของมีคมตามหาดทรายชายทะเล เพื่อป้องกันคนอื่นมาเหยียบเท้าทำให้บาดเจ็บ   
       80. สนับสนุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เช่น บริจาคเงินหรือเวลาช่วยมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลอาสากาชาด โรงเรียนสอนคนตาบอด โรงเรียนสอนคนพิการ บ้านราชวิถี บ้านแรกรับเด็กอ่อน บ้านเมตตา กรุณา หรือรับคนตาบอดมาเป็นพนักงานโทรศัพท์
  
       ยอมเสียสละให้
     
       81. เมื่อเข้าห้องน้ำ ควรหยิบกระดาษเช็ดอ่างน้ำ หรือเช็ดที่นั่งส้วมให้สะอาดก่อนออกไป เพื่อให้คนที่มาใช้ทีหลังจะได้เข้าห้องน้ำสะอาด     
       82. เมื่อเข้าคิวกดเงินจากเอทีเอ็ม จ่ายเงินตามซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือที่โรงพยาบาล ถ้าไม่รีบร้อนนัก เชิญให้คนที่รอข้างหลังที่รีบเร่งกว่าได้ใช้บริการก่อน     
       83. เมื่อขับรถติดอยู่แต่ไม่รีบเร่งมากนัก โบกมือยอมให้คันหลังที่รีบเร่งกว่าแทรกเข้าหน้าไปได้ก่อน     
       84. เมื่อเข้าคิวส้วม ยอมให้คนข้างหลังที่ปวดมากกว่าได้เข้าส้วมไปก่อน     
       85. ออกเงินซื้ออาหาร เช่นข้าวหน้าเป็ดให้ขอทานที่หิวโซ     
       86. ออกเงินให้คนที่ไม่มีเงินหยอดโทรศัพท์สาธารณะ หรือเข้าส้วมสาธารณะที่ต้องจ่ายเงิน โดยทิ้งเหรียญบาทที่เหลือไว้ในช่องทอนเงิน     
       87. หาของขวัญปีใหม่ หรือของขวัญวันเกิดให้คนที่ไม่เคยได้รับอะไรเลยเมื่อปีก่อน  
       88. ส่งของขวัญให้คนที่เห็นแก่ตัวไม่คิดคนอื่น โดยไม่ให้รู้ว่าใครส่งมา     
       89. ให้ความเห็นใจ ปลอบใจ คนที่กำลังมีความทุกข์ กลุ้มใจหาทางออกไม่ได้     
       90. บริจาคโลหิต ดวงตา อวัยวะหรือเงิน ให้สภากาชาดไทย หรือโรงพยาบาลต่างๆ และชวนให้คนอื่นบริจาคด้วย
     
       มีความเกรงใจ
     
       91. เมื่อโทรศัพท์ไปถึงใคร ควรถามว่าเขากำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า ถ้าเขากำลังมีธุระควรถามว่า จะให้โทรกลับอีกเมื่อไหร่     
       92. เมื่อมีคนโทรศัพท์มาถึงและฝากหมายเลขไว้ ควรรีบโทรกลับทันทีเมื่อสะดวก     
       93. ไม่ขอหรือยืมเงิน ของรักของหวงของเพื่อน หรือ ของที่อาจทำให้เพื่อนลำบากใจ เช่น รถยนต์ หรือปืน     
       94. เมื่อยืมของจากผู้ใด ต้องรีบคืนทันทีเมื่อเสร็จงาน ไม่ต้องรอให้ทวง
     
       น้ำใจของเด็กเล็ก
     
       เด็กๆ สามารถมอบน้ำใจไมตรีให้ผู้อื่นได้เหมือนกับผู้ใหญ่ได้ ตัวอย่าง เช่น
     
       95. ยิ้มหวาน และพูดเพราะกับทุกคน     
       96. ทักทาย ไหว้ สวัสดี ผู้ใหญ่อย่างเหมาะสม
       97. เก็บเสื้อผ้า และของเล่นในห้องตนให้เรียบร้อย ไม่ต้องให้คนอื่นมาตามเก็บให้ทำเตียงตนเอง กวาดห้องตนเอง     
       98. รักษาความสะอาดห้องน้ำ ทิ้งขยะลงถัง ไม่ทิ้งสิ่งสกปรกลงพื้น ถนน หรือแม่น้ำลำคอลง    
       99. ช่วยทำงานบ้าน เช่น ช่วยแม่ล้างจานกวาดบ้าน เช็ดสิ่งสกปรกที่พื้น ไม่ทำบ้านรก    
       100. มอบน้ำใจให้ทุกคนในบ้าน เช่น ยกน้ำเย็นไปให้พ่อ แบ่งขนมให้น้อง เล่นกับน้อง ช่วยสอนน้องทำการบ้าน สอนน้องอ่านหนังสือ ช่วยน้องผูกเชือกรองเท้า ติดกระดุมเสื้อ และหวีผมให้น้อง    
       101. ยอมให้พ่อดูข่าวโทรทัศน์ขณะที่ตนอยากดูการ์ตูน     
       102. ร้องเพลงให้คุณย่าฟัง อ่านหนังสือพิมพ์ นวดขาให้คุณยาย     
       103. เขียนจดหมายพร้อมส่งรูปถ่ายไปให้ญาติผู้ใหญ่     
       104. ช่วยปลอบเพื่อนที่ร้องไห้ หรืออยู่ในภาวะเสียใจ     
       105. พาเพื่อนที่ไม่สบายไปห้องพยาบาล     
       106. แบ่งขนมให้เพื่อน เพื่อกินด้วยกัน ไม่กินคนเดียว     
       107. ช่วยครูยกสมุดการบ้านไปห้องพักครู     
       108. ตั้งใจทำตัวเป็นเด็กดีที่มีน้ำใจ

ลูกชิ้นปลาเรืองแสง สุดอร่อย แต่ไม่รับรองสุขภาพ

เพื่อนส่งมาให้ เห็นว่า มีประโยชน์กับคนที่ชอบทาน ลูกชิ้นปลา ให้ทดสอบซื้อกลับบ้านก่อนนะคะ ถ้าอร่อยไม่เรืองแสง ให้บอกชื่อร้านและแผนที่ด้วย จะรีบไปทาน แต่คงต้องซื้อกลับมาตรวจก่อน ก่อนจะเป็นขาประจำ เรื่องจริงจากประสบการณ์สาวออฟฟิต คนที่ชอบทานลูกชิ้นปลาต้องอ่านจะค่ะ ดิฉันทำงานแถว ราษฎร์บูรณะ คนแถวนี้ส่วนใหญ่คงเคยไปทานลูกชิ้นปลาชื่อดัง แล้ว ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ลองมา 2-3ครั้งแล้วซึ่งยอมรับว่า ประทับใจอร่อยมาก ถึงแม้ราคาจะแพงไปสักหน่อยบังเอิญวันนี้ทานแล้วอยากซื้อกลับไปทานที่บ้านด้วย จึงซื้อลูกชิ้นกลับบ้านคนละครึ่งกิโลกรัมกับเพื่อนอีก 2 คน(กิโลละ 180 บาท)พอถึงบ้าน ถือถุงลูกชิ้นเข้าบ้าน โดยยังไม่เปิดไฟในบ้าน....ไสยศาสตร์มีจริง  ตกใจมาก  ลูกชิ้นเปลี่ยนไป กลายเป็นลูกชิ้น บางเพลง คือเรืองแสงเหมือนนีออนหลอดไฟ จึงรีบโทรให้เพื่อนที่ซื้อลูกชิ้นไปเหมือนกันทดสอบดู .... โป๊ะเชะได้ผลเหมือนกันเลยจริง ๆ แล้วเป็นวิทยาศาสตร์ค่ะ คือลูกชิ้นใส่สารเรืองแสงสารฟอกขาวเพื่อให้ลูกชิ้นขาวน่ากิน แต่อันตรายมากเลยไม่ต้องเชื่อก็ได้ค่ะ แต่อยากให้ลองทดสอบดู สารเรืองแสงหากมนุษย์บริโภคเข้าไป จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรค และยังเป็นตัวเร่งกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเติบโตเร็วขึ้นรวดเร็ว ก็ลองเชิญมาท้าพิสูจน์ดูก็ดีค่ะ แต่ก็อาจทำให้ต้องอดกินลูกชิ้นร้านนี้อีกก็ได้

ปัญหาเด็กติดเกมส์ แล้วไม่ยอมไปเรียนหนังสือ ปัญหาระดับชาติ  
  

ดิฉันมีประสพการณ์ ที่ลูกตัวเอง ติดเกมส์ ไม่ยอมไปเรียนหนังสือ หลังจากประสพปัญหา จึงได้ศึกษา Ha Gi Na Na Ed สอบถามเพื่อน ญาติ คนรู้จัก จึงทราบว่า แทบทุกคนจะประสพปัญหาเรื่องลูกติดเกมส์ จากที่ศึกษาเอง และ ถามจิตแพทย์ รวมถึงคนมีประสพการณ์ ขอสรุป พฤติกรรม ของเด็กติดเกมส์ ได้ดังนี้เด็กจะเริ่มมีปัญหามากเมื่อเรียน ม .1-3 เพราะ เริ่มเป็น วัยรุ่น มีความคิดเป็นของตนเอง ฮอโมน ในตัวเองเปลี่ยนแปลง ร่างกายเปลี่ยนแปลงจะเป็นผุ้ใหญ่เด็ก จะชอบอยู่คนเดียว เก็บตัว พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงจาก ที่เป็นเด็กน่ารัก ว่านอนชอบง่าย จะก้าวร้าว ไม่ค่อยยาก จะพูดจากับพ่อ แม่ ญาติพี่น้องวันๆ เอาแต่ เล่นเกมส์ ที่รุนแรงไม่สนใจเรียน ไม่ทำการบ้าน ไม่ทำงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเป็นปัญหา หลักที่ทำให้ไม่ยอมไปเรียนหนังสือหมอจิตวิทยา เขาว่า เด็กที่ติดเกมส์ มากๆ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมั่นใจตนเอง รู้สึกว่า ตนเองจะแพ้ อยู่เรื่อยไปในชีวิตจริง จึงจะพยายามเอาชนะ ในเกมส์ที่เล่น แต่สุดท้ายจะทำให้อนาคต ดับวูบ เพราะ มีหลายคน ออกจากโรงเรียน เนื่องจาก สอบตก หรือถูกให้ออก หลายคนกลับตัวได้แต่ต้องเสียเวลาเรียนซ้ำชั้น

มีคนแนะนำวิธี ป้องกันแก้ไข ดังนี้

เอาใจใส่ ลูกที่กำลังจะเป็นวัยรุ่นมาก ให้ความรัก ให้เวลามาก อย่าบังคับ อธิบายด้วยเหตุผลเพราะ เขาโตแล้ว เขาจะเชื่อเพื่อนมากกว่าเราหมั่น ตรวจงาน การบ้าน แบบ อ้อมๆ อย่าให้เขารู้ตัว เพื่อมั่นใจว่า เขา ยังทำการบ้านงานที่ได้มอบหมายจากครู เป็นปกติ ถ้า ไม่ทำ จะเป็นต้นเหตุของปัญหา ไม่ยอมไปโรงเรียน ต้องตรวจสอบผลการสอบด้วย ถ้าตกต่ำผิดปกติ ต้องหาสาเหตุ อาจจะเกิดจากการติดเกมส์จนไม่สนใจเรียน ต้องรีบแก้ไขให้เล่นเกมส์เป็นเวลา อย่า บังคับโดยไม่ให้เล่น เพราะ จะถูกต่อต้านสอบถามปัญหา ต่างๆ ว่า มีปัญหาอะไรไหม บอกเขาว่าพ่อแม่ ช่วยได้นะพยายามร่วมกิจกรรมกับโรงเรียน โทรหา ครู ประจำชั้น สอบถามความก้าวหน้า ปัญหาของลูกเรา ถ้ามีปัญหา เพื่อนแกล้ง กลัวครูบางคน ส่งงานไม่ทัน ไม่สุงสิงกับเพื่อน ต้องแก้ไขด่วนถ้ามีปัญหา ควร ไปปรึกษา ครูประจำชั้น ครูแนะแนว มีปัญหามาก ต้องหาไปปรึกษาจิตแพทย์ หา ปมปัญหา เพราะ ถ้าปล่อยไว้ เด็กจะมีปัญหามาก บางคน ทำร้าย พ่อแม่ พี่น้อง ญาติหรือ บุคคลอื่น ได้มีหลายคนแนะนำการแก้ปัญหาที่ได้ผลอาทิให้พักการเรียน หางานประจำที่ลำบากให้ทำ เด็กจะเรียนรู้จากชีวิตจริงและอยากกลับไปเรียน และเล่นเกมส์น้อยลงหางานอดิเรก ให้ทำ เช่น เลี้ยงสัตว์ ปลุกต้นไม้ เขาจะเล่นเกมสืน้อยลงพาไปวัดทำสมาธิ ซึ่งดีมาก เด็กจะมีสมาธิในการเรียน อาจเลิกเล่นเกมส์เลยใคร มีประสพการณ์ ปัญหา วิธีแก้ ช่วย แนะนำ ด้วยนะคะ

ปัญหา เด็กติดเกมส์ไม่ไปเรียนหนังสือ เป็นปัญหา ใหญ่ ที่ทำให้พ่อแม่ ทุกข์ ทรมานมาก เป็นปัญหาระดับชาติเพราะ ประเทศเราต้องสูญเสีย เยาวชน ที่จะเป็นกำลังของชาติ ในอนาคต

ย่างอาหารนาน 2 ชั่วโมงเท่ากับสูบบุหรี่ 200,000 กว่ามวน

คนที่ชอบทำอาหารปิ้งหรือย่าง เช่น บาร์บีคิวไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามคงต้องคิดสักนิด เพราะผลการวิจัยล่าสุดระบุว่า การทำอาหารดังกล่าวแบบดั้งเดิมจะก่อให้เกิดสารพิษซึ่งเป็นต้นตอของมะเร็ง แถมการปิ้งหรือย่างอาหารนาน 2 ชั่วโมงยังสร้างสารพิษดังกล่าวได้พอๆ กับบุหรี่ 220,000 มวนเลยทีเดียว
จากการศึกษาของกลุ่มโรแบง เดส์ บัวส์ ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศส พบว่า การปิ้งหรือย่างอาหารแบบดั้งเดิมที่ใช้ไม้หรือถ่านเป็นเชื้อเพลิงเป็นเวลา 2 ชั่วโมงจะทำให้เกิดสารไดอ็อกซินในปริมาณเทียบเท่ากับบุหรี่ 220,000 มวน และสารไดอ็อกซินนี้ ก็เป็นสารเคมีในกลุ่มที่ก่อมะเร็ง

ในการศึกษาครั้งนี้ คณะวิจัยดูปริมาณสารพิษจากการย่างสเต็คเนื้อวัว 4 ชิ้นใหญ่ เนื้อไก่งวง 4 ชิ้น และไส้กรอกขนาดใหญ่อีก 8 อัน ซึ่งปริมาณไดอ็อกซินที่ได้จากการย่างอาหารเหล่านี้จะอยู่ที่ 12 ถึง 22 นาน์โนกรัม ทั้งนี้ นอกจากการศึกษาข้างต้นแล้ว หน่วยงานที่ดูแลด้านความปลอดภัยของอาหารในฝรั่งเศสยังได้วิจัยถึงความเป็นไปได้ที่อาหารประเภทปิ้งหรือย่าง เช่นบาร์บีคิวจะก่อให้เกิดมะเร็ง และพวกเขาก็พบว่า สารประกอบไฮโดรคาร์บอนบางตัวไปปะปนในอาหารระหว่างที่ปิ้งหรือย่าง

เดส์มองด์ อองแมร์ตอง อดีตผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ชีววิทยาทางทะเลในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รณรงค์เรื่องความปลอดภัยของอาหาร กล่าวว่า เขาอยากจะเตือนให้ทุกคนระวังภัยจากอาหารประเภทปิ้งและย่าง รวมทั้งขั้นตอนในการปรุงอาหารเหล่านี้ด้วย

ถึงแม้การทำบาร์บีคิว หรือปิ้งและย่างอาหารในบางวันของช่วงฤดูร้อนจะไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่ถ้าคุณทำอาหารประเภทนี้เป็นประจำก็ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ และขั้นตอนในการทำอาหารประเภทนี้ยังทำให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพได้พอๆ กับการสูบบุหรี่เป็นเวลากว่า 10 หรือ 20 ปี เลยทีเดียว เขากล่าว
ผลการศึกษาชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารฟูด สแตนดาร์ดส์ เอเจนซี

ล้างพิษใน 1 วัน..ที่คุณทำเองได้    

คงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่าการล้างสารพิษที่หมักหมมในตัวออกไป จะทำให้ร่างกายแข็ง แรง เลือดลมเดินสะดวก ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้าย แรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย

หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 กิโลกรัม เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และ อาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดี แล้ว ต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า

1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ลส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2อย่างคือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรี สูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้

2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ Dk In Ar Em Go เช่น ถ้า เลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละสุก หรือส้มตำ(มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอ กับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด

3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อย ที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้

4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาว ลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป

5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็ก ส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษ ถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ ทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้า ไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป

วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว

อุปกรณ์
ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด
มะนาว 4 ลูก
เกลือป่น 2ช้นชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน

วิธีทำ
ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูกและเกลือ 1 ช้อนชา เขย่า ให้เข้ากัน
มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ถูกร่างกายดูด ซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ
หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่น คือาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้
กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ต่อหนึ่ง ครั้งที่