Friday, August 14, 2015

สุดยอดผลไม้โกจิเบอร์รี่

ตลอดช่วงหลายปีมานี้ โกจิเบอร์รี่ เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายขึ้น เมื่อถูกนำมาใช้เป็นส่วน ผสมหลักในอาหารเสริม และเครื่องดื่มประเภทฟังก์ชั่นนอล ดริงก์ อันที่จริงแล้ว ผลไม้มหัศจรรย์ชนิดนี้ ถูกค้นพบมาตั้งแต่เมื่อ 4,000 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว โดยนักสมุนไพรชาวหิมาลายัน ต่อมาได้เผยแพร่ไปสู่นักปรุงยา ชาวจีน ทิเบต และอินเดีย

มาถึงยุคปัจจุบัน ผลจากการค้นคว้าและวิจัยของ ดร.เอิร์น เมนเดลล์ พบว่า ผลโกจิเบอร์รี่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง โดยอุดมไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์ในปริมาณมากเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่ลูกพรุน มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์มากเป็นอันดับสอง ไม่เพียงเท่านี้ ผลโกจิเบอร์รี่แต่ละลูกยังประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 19 ชนิด ธาตุอาหาร 21 ชนิด และมีโปรตีนมากกว่าโฮลวีท แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าผลส้ม ขณะที่โรส ฮิปส์ หรือลูกกุหลาบ ก็เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงในระดับน่าทึ่ง และมักนิยมนำมาเป็นส่วนผสมสำคัญในเครื่องดื่มหลายประเภท


แม้ จะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชีย แต่ โกจิเบอร์รี่ ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยในอเมริกาได้ทำการศึกษาคุณค่าด้านสารอาหารและประสิทธิภาพในการต่อต้าน อนุมูลอิสระต่อเนื่อง จนค้นพบว่า ผลโกจิเบอร์รี่ให้คุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดในโลก โดยผลไม้ชนิดนี้สามารถชะลอความแก่ ควบคุมน้ำตาลในเม็ดเลือดแดง เสริมสร้างการทำงานของหัวใจ และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

ด้วย ความมหัศจรรย์ของผลโกจิเบอร์รี่ ทำให้ระยะหลังได้มีการคิดค้นหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ ภูมิคุ้มกันอย่างเป็นธรรมชาติ โดย ดร.เจมส์ ดุ๊ก Or Si Bu Li Em นักชาติพันธุ์วิทยา พบว่า ผลโกจิเบอร์รี่ทำหน้าที่รักษาสมดุลของภูมิคุ้มกันได้ดี ขณะเดียวกัน ก็ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบเซลล์เม็ดเลือดขาว นอกจากนี้ ผลโกจิเบอร์รี่ยังได้รับการยกย่องจาก

นิตยสารไทม์ว่า เป็นสุดยอดผลไม้แห่งปี และเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตในหมู่ซุปเปอร์สตาร์ฮอลลีวูด ไม่ว่าจะเป็น มาดอนน่า, แคทเธอรีน ซีต้า โจนส์ และกวิเน็ต พัทโธรว์ จนได้รับการขนานนามให้เป็น แฮปปี้ เบอร์รี่

กินของหวาน อย่างไรไม่อ้วน    

   สาวๆ หลายคนชอบกินขนมเป็นชีวิตจิตใจ แต่จะกินอย่างไรถึงจะรักษารูปร่างได้เพรียวสวย เรามีเคล็ดวิธีเลือกกินของหวาน ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ที่สามารถทำได้ไม่ยากมาบอกต่อค่ะ
       รู้ปริมาณแคลอรี ก่อนกินควรอ่านปริมาณแคลอรีในขนม โดยดูจากฉลากแสดงข้อมูลโภชนาการข้างกล่อง หากเป็นไปได้ควรเลือกกินหรือซื้อชนิดที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบน้อยที่สุด
      ลดแคลอรี การตัดน้ำตาล ครีม ออกจากขนมก่อนกิน เช่น เกลี่ยน้ำตาลไอซิ่งที่โรยหน้าขนมปังออก หรือไม่ใส่กะทิในขนมหวาน จะลดพลังงานได้ถึง 81- 150 แคลอรี หรือเกลี่ยครีมหน้าขนมเค้กออก ลดพลังงานได้ถึง 160 แคลอรี
     ควบคุมสัดส่วนการกิน กินอย่างละนิดพอให้รู้รสชาติ เช่น คุกกี้ 1-2 ชิ้น เค้ก 1 ส่วน 4ชิ้นเล็ก ไอศกรีม 1 ลูก คุณจะได้ชิมรสขนมทั้งหมดโดยได้แคลอรีเพียงครึ่งเดียว
     ดื่มชาเขียวหรือกาแฟร้อนหลังมื้อขนม กาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน หากต้องการเพิ่มรสชาติให้ใส่น้ำตาลเทียมแทน
     15 นาที หลังกินขนมหวานเสร็จอย่านั่งอยู่กับที่ ออกไปเดินเล่นรอบบ้านๆ ประมาณ 15 นาที วิธีนี้นอกจากจะช่วยย่อยแล้ว ยังป้องกันไม่ให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง ต้นขา และสะโพกได้อีกด้วย
     30 นาที หลังกินของหวาน 5 ชั่วโมง ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เพื่อกำจัดแป้งและน้ำตาลก่อนกลายเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยก่อนและหลังออกกำลังกายควรดื่มชาเขียวร้อนหรือน้ำอุ่นเพื่อเสริมระบบเผา ผลาญควบคู่ไปด้วย
     งดแป้งและน้ำตาลในวันรุ่งขึ้น มื้อเช้าและกลางวันเน้นผัก 80% โปรตีน 20% ส่วนมื้อเย็นให้กินผักผลไม้สดและดื่มน้ำเปล่าทั้งวัน

No comments:

Post a Comment